บทที่
2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ประวัติบ้านสำโรง
บ้านสำโรงเป็นหนึ่งใน 2,340
ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการชุมชนน่าอยู่ ของสำนักสร้างสรรค์โอกาสและวัฒนธรรม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี
2555 หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองงสุรินทร์ 7.5 กิโลเมตร ในเขตตำบลท่าสว่าง
อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง จำนวน 183 ครัวเรือน ประชากร 763 คน ชาย
395 คน หญิง 368 คน แบ่งออกเป็น 6 คุ้ม ได้แก่ คุ้มตาจวน กลางพัฒนา ไทรทอง
โนนสำราญ โคกระกา และโคกบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 4,500 ไร่
แบ่งออกเป็น พื้นที่เพื่ออยู่อาศัย รวม 700 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตร รวม 3,300 ไร่ ชาวบ้านสำโรงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกผัก
จากที่เคยปลูกเพื่อยังชีพก็กลายมาเป็นเพื่อสร้างรายได้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดี
การขาดความรู้ แถมยังมีค่านิยมและความเชื่อที่ผิด คือพึ่งพาสารเคมีสูง
ทั้งปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนและยาฆ่าแมลง จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ
คลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ ยังพบว่าชาวบ้านสำโรงมีหนี้สินในครัวเรือนเป็นจำนวนมาก
ถือเป็นชุมชนติดลบในทุกๆ ด้านก็ว่าได้ เนื่องด้วยชาวบ้านสำโรงประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
จากที่เคยเพื่อยังชีพก็กลายมาเป็นเพื่อสร้างรายได้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดี
การขาดความรู้ มีค่านิยมและความเชื่อที่ผิด เห็นแก่ตัว ขาดความตระหนัก
ภาวะน้ำท่วมและภัยแล้ง ระบบและการแข่งขันทางการตลาด ค่านิยมการบริโภคและพ่อค้าแม่ค้าคนกลางที่นิยมผักที่สวยไม่มีหนอนแมลงเจาะ
ความเคยชินและกระแสทางเศรษฐกิจทุนนิยม การทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น
ปลูกผักชนิดเดียวในพื้นที่มากๆ ทำให้มีแมลงและโรคพืชระบาดได้ง่าย
เกษตรกรจึงต้องพึ่งพาสารเคมี ทั้งปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนและยาฆ่าแมลง ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า
มี 98
ครัวเรือนที่ยังไม่เคยอบรม
และไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ถูกต้องและปลอดภัย
เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
ดังนั้นชาวชุมชนบ้านสำโรงจึงร่วมกันวิเคราะห์และหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
และได้จัดทำโครงการบ้านสำโรงน่าอยู่ “ปลูกผักปลอดสารพิษ”
ภายใต้โครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) นายพีรวัศ คิดกล้า ผู้ใหญ่บ้านบ้านสำโรง เล่าว่า
หลังจากเราได้แนวทางร่วมกันในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้แล้ว ก็เริ่มดำเนินการโดยจัดตั้งสภาผู้นำ
หรือสภาแกนนำจำนวน 53 คน และตั้งเป้าหมายไว้ 3 ข้อ คือ (1).สภาแกนนำต้องเข้มแข็งมีการประชุมทุกเดือน
(2)การมีส่วนร่วม ชุมชมมีความรักใคร่สามัคคีกันมากขึ้น
เพราะถ้าเรามีสภาแกนนำที่เข้มแข็งแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนก็คือ
การมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และ (3.)ลดการใช้สารเคมีไปจนถึงการปลอดสารเคมี
อย่างไรก็ดีหลังจากดำเนินการ 3 เดือน
พบว่าภาระไปกระจุกที่บางกลุ่ม จึงแบ่งสภาคุ้ม ให้คนแต่ละคุ้มเลือกประธานคุ้มเข้ามา
สั่งงานผ่านระบบคุ้ม 8-10 คน เพื่อให้ออกตรวจครัวเรือนต้นแบบ
ซึ่งรูปแบบการจัดการชุมชนลักษณะนี้ ถือเป็นการจัดการแนวใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
นั่นคือ การสร้างสภาผู้นำ แล้วร่วมกันทำแผนชุมชน
ก่อนจะนำแผนดังกล่าว เสนอต่อชุมชนหรือชาวบ้าน ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
จากนั้นก็สร้างกิจกรรม วางเป้าหมายให้เกิดสุขภาวะที่ดีในชุมชนค้นหาต้นแบบหรือครอบครัวตัวอย่าง
สร้างเป็นโมเดลใหม่ ให้เกิดชุมชนสุขภาวะอย่างยั่งยืน
(แหล่งข้อมูล: http://www.thaihealth.or.th/Content/html)
ความเป็นมาของขนมนางเล็ด
ความเป็นมาของขนมนางเล็ด เมื่อเอ่ยถึงขนมไทยในสมัยก่อนคนที่จะไม่รู้จักขนมข้าวแตนหรือเรียกกันติดปากว่า”ขนมนางเล็ด” เป็นขนมที่ทำมาจากข้าวเหนียวราดด้วยน้ำตาลคนไทยในอดีตจะทำขนมในเทศกาลหรือประเพณีต่างๆ
เช่น ขนมห่อ จะทำในวันสารทหรือวันสงกานต์ วันออก-พรรษาจะทำกระยาสารท
หรือทำขนมนางเล็ด ขนมหูช้าง เพื่อใช้ในการประกอบประเพณีเทศมหาชาติ
จึงนับได้ว่าขนมไทยมีความสำคัญ ต่อประเพณี หรือเทศกาลต่างๆของคนไทยมาก
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะได้รับการสั่งสอนมาเสมอว่ากินข้าวต้องให้เกลี้ยงจาน
เพราะกว่าชาวนาจะปลูกข้าวแต่ละเม็ดได้นั้นต้องใช้หยาดเหงื่อแรงงานมาก
อีกทั้งกว่าต้นข้าวจะเติบโตออกรวงก็ต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือน
ผู้ใหญ่สมัยก่อนจึงคิดวิธีการถนอมอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะทำเค็ม หมัก
ดอง ย่าง ตากแห้ง สำหรับเนื้อสัตว์ ผัก และธัญญาหารที่รับประทานไม่หมด
สำหรับข้าวนั้น วิธีหนึ่งที่ใช้เมื่อรับประทานไม่หมดคือ ประดิษฐ์ให้เป็นอาหารจานใหม่
เช่น ขนมนางเล็ด ที่ทำจากข้าวเหนียวนึ่งที่รับประทานไม่หมด
สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑๕ อธิบายไว้ว่า นางเล็ด เป็นชื่อขนมชนิดหนึ่งทำจากข้าวเหนียวนึ่ง นำมาทำเป็นแผ่นกลมขนาดย่อม
ๆ ตากให้แห้งสนิทแล้วทอดกรอบโรยหน้าด้วยน้ำตาลเชื่อมแก่ เดิมจะใช้น้ำตาลมะพร้าว
หรือน้ำตาลโตนด (ที่-ปัจจุบันเรียก น้ำตาลปีบ) ต่อมามีการใช้น้ำตาลทรายขาวแทน แล้วเหยาะสีผสมเข้าไปให้เป็นสีแดง
สีเขียว เป็นต้น ซึ่งคุณภาพจะสู้น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนดไม่ได้
นางเล็ด จัดเป็นขนมแห้งที่มีรสหวาน มัน กรอบ นิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ซึ่งเก็บไว้รับประทานได้ชั่วระยะเวลาไม่เกิน
๕-๗ วัน
เนื่องจากเป็นขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด หากเก็บไว้นานจะมีกลิ่นหืน
ปัจจุบันการทำขนมนางเล็ดนั้น สะดวกสบายขึ้นไม่ต้องพึ่งฟ้าระอาฝน
เพราะมีเตาอบที่ตั้งระบบไฟได้ตั้งแต่อ่อนสุดคล้ายแสงแดดจนถึงสูงสุดคล้ายแดดจัด
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงนางเล็ดที่จากเดิมมีเพียงรส-หวานกับรสเค็มให้มีรสชาติหลากหลายมากขึ้น
เพื่อให้ถูกปากสำหรับทุกเพศทุกวัยโดยการโรยหน้าด้วยหมูหยอง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์และธัญพืชต่างๆ
เป็นต้น อีกทั้งยังทำรูปแบบให้สะดุดตา เช่น รูปหัวใจ รูปถ้วย
นับเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาที่แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนของท่านผู้ใหญ่ในสมัยก่อน
ที่คิด ประดิษฐ์ และดัดแปลงวิธีการถนอมอาหาร
ทำให้เรามีขนมอร่อย ๆ อย่างนางเล็ดไว้ทานจนถึงทุกวันนี้
ขนมนางเล็ดเป็น
มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยมาช้านานเพราะผูกพันกับ
ประเพณีและวัฒนธรรมไทยเพื่อใช้ในงานประเพณีและงานมงคลต่าง ๆ การทำบุญเลี้ยงพระ
หรือทำรับ ประทานภายในครอบครัวและเพื่อนฝูงก็ได้ซึ่งขนมไทยก็ทำไม่ยากนักอีกทั้งต้น
ทุนและวัตถุดิบที่จะนำมาทำก็หาง่ายมีอยู่ในท้องถิ่น เช่น มะพร้าว แป้ง เผือก มัน
กล้วย ข้าวเหนียว ฯลฯ
นอกจากส่วนประกอบที่หาง่ายแล้วขนมไทยยังมีสัดส่วนการทำที่ยืดหยุ่นได้ไม่ เหมือน
ขนมของต่างประเทศซึ่งวิธีการเติมส่วนผสมของขนมต่างประเทศต้องตวงให้ได้สัด
ส่วนที่ถูกต้อง ถ้าวิธีการตวงส่วนผสมผิดพลาดการทำขนมชนิดนั้นก็จะไม่เป็นขนมที่เราต้องการ
ส่วนขนมไทยนั้นจะอร่อยมากหรือน้อย
ก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญซึ่งฝึกฝนได้ในเวลาไม่นานนัก
วิธีทำ
1 .นำข้าวเหนียวไปแช่น้ำร้อนไว้ประมาณ
1-2 ชม. จากนั้นก็นำไปนึ่งจนสุก ใช้เวลานึ่งประมาณ 20-30 นาที
2. ระหว่างที่รอข้าวเหนียวสุก ก็ทำการเคี่ยวน้ำตาลทรายและเกลือคนให้เข้ากัน
จากนั้นพักไว้ก่อน พอข้าว-เหนียวสุกให้ทำการยกลงและเทใส่ชามผสม
แล้วก็เทน้ำแตงโมตามลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน
3. จากนั้นเราก็หาฝาพลาสติกหรืออะไรก็ได้ ที่มีลักษณะกลมๆ
ขนาดเล็กหรือใหญ่ตามชอบ นำข้าวเหนียวไปใส่ในพิมพ์ให้ทั่วพยายามทำ ให้บางๆ
อย่าให้หนาและติดกันมาก เพราะตอนทอดจะไม่พองกรอบเท่าที่ควร ทำรูปร่างเสร็จก็เอาไปใส่ถาดและจัดเรียงกันไว้
4. เมื่อปั้นเสร็จแล้วจับอาบแดดสัก 1-2 แดดหรือจนแห้งสนิท แต่ถ้าหาแดดไม่ได้ก็สามารถนำไปเข้าเตาอบได้เลย
5. เมื่อข้าวเหนียวแห้งได้ที่ก็นำมาทอดในน้ำมันร้อน
ทอดให้พองสวยทั้งสองด้านแล้วก็ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน
6. พอทอดเสร็จแล้วก็นำไปทำน้ำตาลโรยหน้าขนม
โดยใส่นำสะอาดกับน้ำตาลปึกใส่หม้อตั้งไฟ คนเรื่อยๆ พอน้ำตาลละลายและเหนียวดีก็ยกลง
พักให้เย็นสัก 2 นาที แล้วจึงนำน้ำตาลไปโรยหน้านางเล็ด
พอน้ำตาลจับตัวกันดีก็นำไปใส่กล่องพลาสติก
หรือถุงพลาสติกปิดฝาให้แน่นเก็บไว้ได้นานประมาณ 2-4 สัปดาห์
(แหล่งข้อมูล :
http://eveleighmarket.com)
ความหมายของอาชีพ
“อาชีพ” หมายถึง งานทุกงานที่บุคคลหนึ่งได้เคยผ่านการมีประสบการณ์มาตลอดชีวิตการทำงานในแต่ละคน
ซึ่งอาจเกิดได้จากการวางแผนหรือไม่ได้วางแผนการทำงานในลักษณะต่างๆคนที่จะประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่กำหนดเป้าหมายในงานของตนเอง
มีการวางแผนการเดินทางไปยังเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้แล้วดำเนินการเพื่อให้ได้มีประสบการณ์ในการผ่านงานด้านต่างๆไปจนถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดที่ตั้งไว้ซึ่งต่อมาได้เพิ่มคำจำกัดความของอาชีพว่าหมายถึง
การรับรู้ที่สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมและทัศนคติ คุณค่าและความทะเยอทะยาน ซึ่งสัมพันธ์กับประสบการณ์ในการทำงานและกิจกรรมต่าง
ๆ ในช่วงชีวิตการทำงานของแต่ละคน ลำดับที่ต่อเนื่องของประสบการณ์จากงานหลายๆ อย่าง
ที่คนๆ หนึ่งได้เคยเข้าไปเกี่ยวข้องและเคยทำมาในช่วงเวลาของชีวิตการทำงานของเขา หรือคำว่า
“อาชีพ” หมายถึง
งานที่บุคคลกระทำโดยใช้ความรู้ ทักษะและความสามารถของตนเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
การพัฒนาอาชีพ (Career
development)
หมายถึง ความพยายามประเมินศักยภาพของบุคคล
กำหนดเส้นทางอาชีพที่เหมาะสม วางแผน รวมทั้งดำเนินการฝึกอบรมและเสริมประสบการณ์
เพื่อเตรียมบุคคลสำหรับความก้าวหน้าในงาน โดยมุ่งส่งเสริมให้บุคลากรได้พัฒนาตนเอง
เปิดโอกาสให้คนทำงานแต่ละคนมีโอกาสเติบโตและก้าวหน้าในงาน
โดยมุ่งสู่เป้าหมายในอาชีพที่ตนถนัด
เพิ่มคุณภาพชีวิตในการทำงานอีกนัยหนึ่งหมายถึงความพยายามประเมินศักยภาพเกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อให้พนักงานได้พัฒนาตนเองและมีโอกาสบรรลุเป้าหมายงานอาชีพที่เขาปรารถนาภายใต้เงื่อนไขที่เขามีอยู่
รวมทั้งดำเนินการฝึกอบรมและเสริมสร้างประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความก้าวหน้าในงาน
การพัฒนาอาชีพเป็นองค์ประกอบที่เกิดจากการประสานกันระหว่างกระบวนการย่อย
2 กระบวนการ คือ กระบวนการวางแผนอาชีพของบุคคล กับกระบวนการจัดการอาชีพ
ซึ่งจะส่งผลให้บุคคลนั้นมีความเข้าใจตนเองยิ่งขึ้นรวมถึงมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ
กล่าวโดยสรุปการพัฒนาอาชีพ หมายถึง ความก้าวหน้าหรือความเติบโตของของบุคคลนั้นๆ
ตามช่วงเวลาที่ผ่านไป เป็นกิจกรรมในการเปิดโอกาสให้คนทำงานแต่ละคนมีโอกาสเติบโตและก้าวหน้าในงานตามแผนสายอาชีพที่
โดยมุ่งสู่เป้าหมายอาชีพที่ตนเองถนัดเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
การออกแบบผลิตภัณฑ์
การออกแบบ หมายถึง การรู้จักวางแผนจัดตั้งขั้นตอน
และรู้จักเลือกใช้วัสดุวิธีการเพื่อทำตามที่ต้องการนั้น
โดยให้สอดคล้องกับลักษณะรูปแบบและคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดตามความคิดสร้างสรรค์
และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา เช่น เราจะทำเก้าอี้นั่งซักตัวจะต้องวางแผนไว้เป็นขั้นตอนโดยต้องเริ่มเลือกวัสดุที่จะใช้ทำเก้าอี้นั้นจะใช้วัสดุอะไรที่เหมาะสม
วิธีการต่อยึดนั้นควรใช้กาว ตะปูนอต หรือใช้ข้อต่อแบบใด
คำนวณสัดส่วนการใช้งานให้เหมาะสม ความแข็งแรงของเก้าอี้นั่งมากน้อยเพียงใด
สีสันควรใช้สีอะไรจึงจะสวยงาม และทนทานกับการใช้งาน เป็นต้น
การออกแบบมีการใช้ความคิดเชิงสร้างสรรค์
4 ลักษณะ
1. ความคิดริเริ่ม
2. ความคล่องในการคิด
3. ความยืดหยุ่นในการคิด
4. ความคิดละเอียดลออ
การพัฒนา ใช้ศัพท์ทางภาษาอังกฤษว่า Improvement หมายถึง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
หรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
ผลิตภัณฑ์
หมายถึง สิ่งที่มนุษย์ค้นคว้าออกแบบหรือประดิษฐ์ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต
หรือพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หมายถึง กระบวนการค้นคว้า คิดออกแบบ
แก้ไขและปรับปรุงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น หรืออาจจะเป็นการพัฒนาเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
การออกแบบผลิตภัณฑ์มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 4 ประการคือ
1.การออกแบบที่สัมพันธ์กับคุณภาพของผลิตภัณฑ์
2.การออกแบบที่สัมพันธ์กับวัสดุและกระบวนการผลิต
3.การออกแบบที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้บริโภค
4.การออกแบบที่มีคุณค่าทางความสวยงาม
ความสำคัญของการออกแบบผลิตภัณฑ์
1. ความสำคัญ
ในด้านคุณค่าทาง ศิลปะ งานออกแบบที่ดีทำให้ผลิตภัณฑ์ มีความงามดึงดูดใจ
สามารถตอบสนอง รสนิยมของผู้บริโภคได้
2. มีคุณภาพทางการบริโภค
ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบที่ดี
มีการใช้วัสดุที่ดีมีกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีความคงทนและ
มีความปลอดภัยในการใช้สอย
3. มีศักยภาพในการแข่งขันทางพาณิชย์
ผลิตภัณฑ์ที่มีความงาม ความ
คงทนและความปลอดภัยจะเป็นที่ต้องการของตลาดทำให้มียอดขายสูงสามารถแข่งขัน
4. มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
จะทำให้มีกำไรจากการขายผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบที่ดี
5. มีศักยภาพในการรักษาลูกค้าเดิม
การปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิมหรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวพันกันขึ้นด้วยการออกแบบที่ดีจะช่วยให้บริษัทสามารถรักษาลูกค้าเดิมไว้ได้
ในขณะเดียวกันบริษัทยังสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ที่มีรสนิยมอย่างเดียวกันได้ด้วย
6. สินค้าที่มีการออกแบบไม่ดี
จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับของประชาชนในทางตรงกันข้ามสินค้าที่มีการออกแบบ ที่ดีจะได้รับการยอมรับ
ทำให้การพยากรณ์เป็นไปในทางที่พึงประสงค์
7. มีการคิดค้นสิ่งใหม่
เมื่อมีความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกและแตกต่างไปจากเดิมตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงระดับมาก
หลักการออกแบบผลิตภัณฑ์
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดองค์ประกอบของงานออกแบบผลิตภัณฑ์มีปัจจัยมากมายที่นักที่ต้องคำนึงถึง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวเพียงปัจจัยพื้นฐาน
10 ประการ ที่นิยมใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสร้างสรรค์
ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ และเป็นตัวกำหนดองค์ประกอบของงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ
ได้แก่
1.หน้าที่ใช้สอย
(Function)
ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะต้องมีหน้าที่ใช้สอยถูกต้องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
คือสามารถตอบสนองประโยชน์ใช้สอยตามที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในหนึ่งผลิตภัณฑ์นั้นอาจมีหน้าที่ใช้สอยอย่างเดียวหรือกลายหน้าที่ก็ได้
แต่หน้าที่ใช้สอยจะดีหรือไม่นั้น ต้องใช้งานไประยะหนึ่งถึงจะทราบข้อบกพร่อง
ตัวอย่างเช่น การออกแบบโต๊ะอาหารกับโต๊ะทำงาน โต๊ะทำงานมีหน้าที่ใช้สอยยุ่งยากกว่า มีลิ้นชักสำหรับเก็บเอกสาร
เครื่องเขียน ส่วนโต๊ะอาหารไม่จำเป็นต้องมีลิ้นชักเก็บของ
ระยะเวลาของการใช้งานสั้นกว่า แต่ต้องสะดวกในการทำความสะอาด การออกแบบเก้าอี้
หน้าที่ใช้สอยเบื้องต้นของเก้าอี้ คือใช้นั่งด้วยกิจกรรมต่างกัน เช่น เก้าอี้รับประทานอาหารลักษณะและขนาดต้องเหมาะสมกับโต๊ะอาหาร เก้าอี้เขียนแบบลักษณะและขนาดต้องเหมาะสมกับโต๊ะเขียนแบบ
ถ้าจะเอาเก้าอี้รับแขกมาใช้นั่งเขียนก็คงจะเกิดการเมื่อยล้า
ปวดหลัง ปวดคอ และนั่งทำงานได้ไม่นาน การออกแบบมีดที่ในครัวนั้นมีอยู่มากกมายหลายชนิดตามการใช้งานเฉพาะเช่น
มีดปอกผลไม้ มีดแล่เนื้อสัตว์ มีดสับกระดูก มีดหั่นผัก เป็นต้น ถ้าหากมีการใช้มีดอยู่ชนิดเดียวตั้งแต่แล่เนื้อ
สับกระดูก หั่นผัก ก็อาจจะใช้ได้แต่จะไม่ได้ความสะดวกเท่าที่ควร
หรืออาจจะได้รับอุบัติเหตุขณะใช้ได้ เพราะไม่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานเป็นการเฉพาะอย่าง
2. ความสวยงามน่าใช้ (Aesthetics
or sales appeal)
ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมานั้นจะต้องมีรูปทรง ขนาด สีสันสวยงาม น่าใช้
ตรงตามรสนิยมของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย เป็นวิธีการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและได้ผลดี
เพราะความสวยงามเป็นความพึงพอใจแรกที่คนเราสัมผัสได้ก่อนมักเกิดมาจากรูปร่างและสีเป็นหลัก
การกำหนดรูปร่างและสีในงานออกแบบผลิตภัณฑ์นั้น ไม่เหมือนกับการกำหนดรูปร่างและสีในงานจิตรกรรม ซึ่งสามารถที่จะแสดงหรือกำหนดรูปร่างและสีได้ตามความนึกคิด แต่ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์นั้น
จำเป็นต้องยึดข้อมูลและกฎเกณฑ์ผสมผสานของรูปร่างและสีสัน ระหว่างทฤษฎีทางศิลปะและความพึงพอใจของผู้บริโภคเข้าด้วยกัน
ถึงแม้ว่ามนุษย์แต่ละคนมีการรับรู้และพึงพอใจในเรื่องของความงามได้ไม่เท่ากัน
และไม่มีกฎเกณฑ์การตัดสินใจใดๆ ที่เป็นตัวชี้ขาดความถูกความผิด แต่คนเราส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มที่จะมองเห็นความงามไปในทิศทางเดียวกันตามธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับและของที่ระลึก หรือของตกแต่งบ้านต่างๆ ความสวยงามก็คือหน้าที่ใช้สอยนั้นเอง
และความสวยงามจะสร้างความประทับใจแก่ผู้บริโภคให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้
3. ความสะดวกสบายในการใช้
(Ergonomics)
การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นต้องเข้าใจกายวิภาคเชิงกลเกี่ยวกับขนาดและ
สัดส่วน ความสามารถและขีดจำกัดที่เหมาะสมสำหรับอวัยวะต่างๆ
ของผู้ใช้ การเกิดความรู้สึกที่ดีและสะดวกสบายในการใช้ผลิตภัณฑ์ ทั้งทางด้านจิตวิทยา(Psychology)และสรีระวิทยา(Physiology)
ซึ่งแตกต่างกันไปตามลักษณะเพศ เผ่าพันธุ์ ภูมิลำเนา
และสังคมแวดล้อมที่ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นข้อบังคับในการออกแบบ
4. ความปลอดภัย (Safety)
ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีพของมนุษย์ มีทั้งประโยชน์และโทษในตัว
การออกแบบจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคเป็นสำคัญ
ไม่เลือกใช้วัสดุ สี กรรมวิธีการผลิต
ฯลฯ ที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้หรือทำลายสิ่งแวดล้อม
ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องแสดงเครื่องหมายเตือนไว้ให้ชัดเจนและมีคำอธิบายการใช้แนบมากับผลิตภัณฑ์ด้วย
ตัวอย่างเช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
ควรมีส่วนป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้จากความเมื่อยล้าหรือพลั้งเผลอ
เช่น จากการสัมผัสกับส่วนกลไกทำงาน จากความร้อน จากไฟฟ้าดูด ฯลฯ
จากการสัมผัสกับส่วนกลไกทำงาน จากความร้อน จากไฟฟ้าดูด ฯลฯ
หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่ง่ายต่อการเกิดอัคคีภัยหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
และควรมีสัญลักษณ์หรือคำอธิบายติดเตือนบนผลิตภัณฑ์ไว้ การออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ต้องเลือกใช้วัสดุที่ไม่มีสารพิษเจือปน
เผื่อป้องกันเวลาเด็กเอาเข้าปากกัดหรือออม ชิ้นส่วนต้องไม่มีส่วนแหลมคมให้เกิดการบาดเจ็บ มีข้อความหรือสัญลักษณ์บอกเตือน เป็นต้น
5. ความแข็งแรง (Construction)
ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมานั้นจะต้องมีความแข็งแรงในตัว ทนทานต่อการใช้งานตามหน้าที่และวัตถุประสงค์ที่กำหนดโครงสร้างมีความเหมาะสมตามคุณสมบัติของวัสดุ
ขนาด แรงกระทำในรูปแบบต่างๆ จากการใช้งาน ตัวอย่างเช่น
การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ดีต้องมีความมั่นคงแข็งแรง ต้องเข้าใจหลักโครงสร้างและการรับน้ำหนัก
ต้องสามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้งานให้กับผู้ใช้ด้วย เช่น
การจัดท่าทางในการใช้งานให้กับผู้ใช้ด้วย เช่น การจัดท่าทางในการใช้งานให้เหมาะสม
สะดวกสบาย ถูกสุขลักษณะ และต้องรู้จักผสมความงามเข้ากับชิ้นงานได้อย่างกลมกลืน
เพราะโครงสร้างบางรูปแบบมีความแข็งแรงดีมากแต่ขาดความสวยงาม
จึงเป็นหน้าที่ของนักออกแบบที่จะต้องเป็นผู้ผสานสองสิ่งเข้ามาอยู่ในความพอดีให้ได้
นอกจากการเลือกใช้ประเภทของวัสดุ โครงสร้างที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความประหยัดควบคู่กันไปด้วย
6. ราคา (Cost)
ก่อนการออกแบบผลิตภัณฑ์ควรมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้ว่าเป็นกลุ่มใด อาชีพอะไร ฐานะเป็นอย่างไร
ซึ่งจะช่วยให้นักออกแบบสามารถกำหนดแบบผลิตภัณฑ์และประมาณราคาขายให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายได้ใกล้เคียงมากขึ้น
การจะได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีราคาเหมาะสมนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่การเลือกใช้ชนิด หรือเกรดของวัสดุ
และวิธีการผลิตที่เหมาะสม ผลิตได้ง่ายและรวดเร็ว
แต่ในกรณีที่ประมาณราคาจากแบบสูงกว่าที่กำหนดก็อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาองค์ประกอบด้านต่างๆ
กันใหม่เพื่อลดต้นทุน แต่ทั้งนี้ต้องคงไว้ซึ่งคุณค่าของผลิตภัณฑ์นั้น
7. วัสดุ (Materials)
การออกแบบควรเลือกวัสดุที่มีคุณสมบัติด้านต่างๆ ได้แก่ ความใส
ผิวมันวาว ทนความร้อน ทนกรดด่างไม่ลื่น ฯลฯ
ให้เหมาะสมกับหน้าที่ใช้สอยของผลิตภัณฑ์นั้นๆ
นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาถึงความง่ายในการดูแลรักษา ความสะดวกรวดเร็วในการผลิต สั่งซื้อและคงคลัง
รวมถึงจิตสำนึกในการรณรงค์ช่วยกันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการเลือกใช้วัสดุที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้
(recycle) ก็เป็นสิ่งที่นักอกแบบต้องตระหนักถึงในการออกแบบร่วมด้วย
เพื่อช่วยลดกันลดปริมาณขยะของโลก
8. กรรมวิธีการผลิต (Production)
ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดควรออกแบบให้สามารถผลิตได้ง่าย รวดเร็ว
ประหยัดวัสดุ ค่าแรงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ในบางกรณีอาจต้องออกแบบให้สอดคล้องกับกรรมวิธีของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม และควรตระหนักอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรที่จะลดต้นทุนได้รวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ
มากกว่าการประหยัดเพราะการผลิตทีละมากๆ
9. การบำรุงรักษาและซ่อมแซม
(Maintenance)
ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดควรออกแบบให้สามารถบำรุงรักษา
และแก้ไขซ่อมแซมได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเมื่อมีการชำรุดเสียหายเกิดขึ้น ง่ายและสะดวกต่อการทำความสะอาดเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเช่น
ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องมือ เครื่องจักรกล เครื่องยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีกลไกภายในซับซ้อน
อะไหล่บางชิ้นย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งานหรือจากการใช้งานที่ผิดวิธี
การออกแบบที่ดีนั้นจะต้องศึกษาถึงตำแหน่งในการจัดวางกลไกแต่ละชิ้น
เพื่อที่จะได้ออกแบบส่วนของฝาครอบบริเวณต่างๆ ให้สะดวกในการถอดซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอะไหล่ได้โดยง่าย นอกจากนั้นการออกแบบยังต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย
เช่น การใช้ชิ้นส่วนร่วมกันให้มากที่สุด
โดยเฉพาะอุปกรณ์ยึดต่อการเลือกใช้ชิ้นส่วนขนาดมาตรฐานที่หาได้ง่าย
การถอดเปลี่ยนได้เป็นชุดๆ การออกแบบให้บางส่วนสามารถใช้เก็บอะไหล่ หรือใช้เป็นอุปกรณ์สำรับการซ่อมบำรุงรักษาได้ในตัว เป็นต้น
10. การขนส่ง (Transportation)
ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบควรคำนึงถึงการประหยัดค่าขนส่งอีกทั้งมีความสะดวกในการขนส่ง ระยะทาง เส้นทางการขนส่ง
การกินเนื้อที่ในการขนส่ง (มิติความจุ กว้าง ´ ยาว ´ สูง ของรถยนต์ส่วนบุคคล
รถบรรทุกทั่วไป ตู้บรรทุกสินค้า ฯลฯ)
ส่วนการบรรจุหีบห่อต้องสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการชำรุดเสียหายของผลิตภัณฑ์ได้ง่าย
กรณีที่ผลิตภัณฑ์ที่ทำการออกแบบนั้นมีขนาดใหญ่ อาจต้องออกแบบให้ชิ้นส่วนสามารถถอดประกอบได้ง่าย
เพื่อทำให้หีบห่อมีขนาดเล็กลง ตัวอย่างเช่น การออกแบบเครื่องเรือนชนิดถอดประกอบได้
ต้องสามารถบรรจุผลิตภัณฑ์ลงในตู้สินค้าที่เป็นขนาดมาตรฐานเพื่อประหยัดค่าขนส่งรวมทั้งผู้ซื้อสามารถทำการขนส่งและประกอบชิ้นส่วนให้เข้ารูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้โดยสะดวกด้วยตัวเอง
งานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดีจะต้องผสมผสานปัจจัยต่างๆ ทั้งรูปแบบ(form) ประโยชน์ใช้สอย(function) กายวิภาคเชิงกล(ergonomics)และอื่นๆ ให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิต แฟชั่น
หรือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างกลมกลืนลงตัวมีความสวยงามโดดเด่น
มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางการตลาด และความเป็นไปได้ในการผลิตจำนวนมาก
ส่วนการให้ลำดับความสำคัญของปัจจัยต่างๆ
ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น การออกแบบเสื้อผ้า
กระเป๋า รองเท้าตามแฟชั่น อาจพิจารณาที่ประโยชน์ใช้สอย
ความสะดวกสบายในการใช้ และความสวยงามเป็นหลัก แต่สำหรับการออกแบบยานพาหนะ เช่น
จักรยาน รถยนต์ หรือเครื่องบิน อาจต้องคำนึงถึงปัจจัยดังกล่าวครบทุกข้อหรือมากกว่านั้น
การออกแบบ คือ
กิจกรรมการแก้ปัญหาเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
(Design is a goal-directed problem-solving) เป็นการกระทำของมนุษย์
ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการแจ้งผลเป็นสิ่งใหม่ๆ มีทั้งที่ออกแบบเพื่อสร้างขึ้นใหม่ให้แตกต่างจากของเดิมหรือปรับปรุงตกแต่งของเดิม
ความสำคัญของออกแบบเป็นขั้นตอนเบื้องต้นที่จะทำให้กระบวนการในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประสบผลสำเร็จในตลาดและตรงตามเป้าหมาย
งานออกแบบ คือ
สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยการเลือกนำเอาองค์ประกอบมาจัดเรียงให้เกิดรูปทรงใหม่ที่สามารถสนองความต้องการตามจุดประสงค์ของผู้สร้าง
และสามารถผลิตได้ด้วยวัสดุและกรรมวิธีการผลิตที่มีอยู่ในขณะนั้น
(แหล่งข้อมูล..http://netra.lpru.ac.th/~weta/ch-2/..13-07-2557)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น